บทที่ 10
ราชวงศ์ที่สำคัญของประเทศจีน
ประวัติศาสตร์จีน
จีนเป็นประเทศที่มีความเป็นมายาวนานกว่าห้าพันปี ตลอดช่วงเวลาอันยาวนานนี้ ได้ก่อเกิดเรื่องราวต่างๆมากมายนับไม่ถ้วน หลาย ๆ เรื่องก็กลายเป็นตำนานเล่าขานในหมู่ชนอันไม่รู้จบ ทั้งเรื่องราวของวีรบุรุษผู้เดียวดาย วีรสตรีผู้เสียสละ กังฉินใหญ่จอมเจ้าเล่ห์ ธรรมราชันย์ผู้เปี่ยมเมตตา ทรราชผู้โหดเหี้ยมอำมหิต และนี่คือมนต์เสน่ห์อย่างหนึ่งของประวัติศาสตร์จีน
![]()
พัฒนาการความเป็นมาของประวัติศาสตร์จีน สามารถอธิบายคร่าว ๆ โดยแบ่งช่วงเวลาออกมาได้ดังนี้
ยุคก่อกำเนิด หรือยุคบรรพกาล (? – 2100 ปี ก่อน ค.ศ.)ดินแดนแถบลุ่มแม่น้ำหวงเหอ (黄河) มีผู้คนอาศัยอยู่มาตั้งแต่ยุคหิน ซึ่งผู้คนเหล่านี้ได้ค่อย ๆ มีการพัฒนา จากการที่ต่างคนต่างอยู่ ยังชีพด้วยการเก็บของป่า ล่าสัตว์ ก็ค่อย ๆ เข้ามารวมตัวกันเป็นชุมชน ทำการเพาะปลูกและเลี้ยงสัตว์ ก่อเกิดเป็นสังคมแบบชนเผ่าขึ้น ซึ่งในช่วงเวลาดังกล่าวก็ได้เกิดมีผู้นำคนสำคัญๆที่ได้มีส่วนสำคัญในการช่วยพัฒนาชีวิตความเป็นอยู่ของผู้คนในสังคมขณะนั้น คือ ซุ่ยเหริน (燧人) ฝูซี (伏羲) เสินหนง (神农) ซึ่งสามคนนี้ได้รับการยกย่องเป็น “ซันหวง” (三皇) หรือสามกษัตริย์ ตราบจนเมื่อประมาณ 4600 ปีก่อน ค.ศ. หวงตี้ (黄帝) หรือ จักรพรรดิเหลือง สามารถกำราบชนเผ่าทั้งหลายในแถบลุ่มน้ำหวงเหอได้สำเร็จ อันเป็นที่มาของชนชาติ “หวาเซี่ย” (华夏) หรือ ชนชาติจีน กาลต่อมาก็ได้มีผู้นำที่มีความสามารถเช่น จวนซวี (颛顼) ตี้คู่ (帝喾) เหยา (尧) ซุ่น (舜) บุคคลทั้งสี่นี้ เมื่อรวมกับหวงตี้ (จักรพรรดิเหลือง) จึงกลายเป็นกลุ่มคนที่ถูกเรียกว่า “หวู่ตี้” (五帝) หรือ ห้าจักรพรรดิ จุดเปลี่ยนที่สำคัญที่ทำให้สังคมจีนแบบบุพกาลสิ้นสุดลง คือการที่ต้าอวี่ (大禹) สามารถแก้ไขปัญหาอุทกภัยในแถบลุ่มแม่น้ำหวงเหอ ซึ่งเป็นปัญหาที่สำคัญที่คุกคามชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนในบริเวณนั้นมาอย่างยาวนานได้สำเร็จ ดังนั้นพระเจ้าซุ่นจึงได้สละบัลลังก์ของตนมอบให้แก่ต้าอวี่ ต้าอวี่ปกครองประชาชนด้วยความร่มเย็นเป็นสุขจนเมื่อตนเองแก่ชรา จึงคิดจะยกราชสมบัติให้แก่อี้ (益) ตามประเพณีดั้งเดิมที่จะยกบัลลังก์ให้แก่ผู้มีความสามารถ แต่ทว่าด้วยแรงหนุนจากบรรดาหัวหน้าเผ่าต่างๆที่อยู่ภายใต้การปกครองของต้าอวี่ ทำให้ฉี่ (启) โอรสของต้าอวี่ได้สืบทอดบัลลังก์ต่อจากบิดา เหตุการณ์นี้ถือเป็นจุดสิ้นสุดของยุคบรรพกาล ประวัติศาสตร์จีนได้เข้าสู่ยุคแห่งรัฐระบอบทาสนับแต่นั้น ยุคทาส (2100 – 1028 ปี ก่อน ค.ศ.) ในยุคนี้จีนได้เริ่มมีการสถาปนาระบอบการปกครองแบบราชวงศ์ มีการสืบสันตติวงศ์ทางสายเลือด แทนระบบการสืบทอดตำแหน่งโดยการคัดเลือกจากความสามารถ เริ่มมีชนชั้นทาสเกิดขึ้น เนื่องจากเมื่อฉี่ โอรสของอวี่ขึ้นครองราชย์ ได้มีชนเผ่าบางเผ่าไม่ยอมรับอำนาจของเขา ฉี่จึงยกทัพไปปราบ และกวาดต้อนเชลยศึกเหล่านั้นให้มาทำหน้าที่รับใช้ฝ่ายตนซึ่งเป็นผู้ชนะสงคราม จึงได้เกิดมีชนชั้นทาสกับนายทาสขึ้นนับแต่นั้น ในยุคนี้จะประกอบไปด้วยราชวงศ์อยู่สองราชวงศ์ คือ เซี่ยกับชาง ราชวงศ์เซี่ย (夏朝 2100 – 1600 ปี ก่อน ค.ศ.) ราชวงศ์นี้สถาปนาโดยฉี่ โอรสของต้าอวี่ กษัตริย์องค์สุดท้ายคือ เจี๋ย (桀) รวมมีกษัตริย์ปกครองทั้งหมด 17 พระองค์ (รวมต้าอวี่) ราชวงศ์ชาง (商朝 1600 – 1028 ปี ก่อน ค.ศ.) ราชวงศ์นี้สถาปนาโดยชางทัง (商汤) ซึ่งได้ฉวยโอกาสนำกำลังลุกฮือขึ้นโค่นล้มการปกครองของพระเจ้าเจี๋ยแห่งราชวงศ์เซี่ย กษัตริย์องค์สุดท้ายของราชวงศ์นี้คือ โจ้ว (纣) ราชวงศ์นี้มีกษัตริย์ปกครองทั้งสิ้น 30 พระองค์ ยุคนี้การทำเครื่องสัมฤทธิ์มีความเจริญรุ่งเรืองที่สุด ทั้งยังเป็นยุคที่อักษรกระดองเต่า (甲骨文) ถือกำเนิดขึ้นมาด้วย ยุคศักดินา (1027 ปี ก่อน ค.ศ. – ค.ศ. 1912) เมื่อโจวหวู่หวาง (周武王) นำกำลังเข้าโค่นล้มการปกครองของพระเจ้าโจ้วหวางแห่งราชวงศ์ชางแล้ว ก็ได้สถาปนาราชวงศ์โจว (周朝) ขึ้น และได้ปูนบำเหน็จความดีความชอบให้แก่บรรดาเชื้อพระวงศ์ ขุนศึก หัวหน้าเผ่าที่ร่วมมือกับตนในการโค่นล้มราชวงศ์ชาง ด้วยการแต่งตั้งให้บรรดาคนเหล่านั้นเป็น“จูโหว” (诸侯) หรือเจ้าครองแคว้น แล้วมอบที่ดินให้กับพวกเขาในขนาดที่แตกต่างกัน ตามแต่ระดับความดีความชอบที่ได้กระทำไว้ ให้คนเหล่านั้นมีอำนาจเต็มที่ในพื้นที่ที่ได้รับพระราชทานจาก “โอรสสวรรค์” (天子) หรือกษัตริย์แห่งราชวงศ์โจว และนี่จึงเป็นที่มาของยุคศักดินาอันยาวนานในประวัติศาสตร์จีน ในยุคนี้ประกอบไปด้วยราชวงศ์ต่าง ๆดังนี้ ราชวงศ์โจว (周朝 1027 – 256 ปี ก่อน ค.ศ.) ราชวงศ์โจวเป็นราชวงศ์ที่มีอายุยืนยาวนานที่สุดในประวัติศาสตร์จีน เป็นจุดเริ่มต้นของระบอบศักดินาในประเทศจีน ราชวงศ์นี้แบ่งได้เป็นสองช่วง คือ ราชวงศ์โจวตะวันตก (西周 1027 – 771 ปี ก่อน ค.ศ.) มีเมืองหลวงอยู่ที่เฮ่าจิง (鎬京) กับราชวงศ์โจวตะวันออก (东周 770 – 256 ปี ก่อน ค.ศ.) มีเมืองหลวงอยู่ที่ลั่วอี้ (洛邑) ในยุคราชวงศ์โจวตะวันออกแบ่งย่อยได้เป็นสองยุค คือ ชุนชิว (春秋) กับจ้านกั๋ว (战国) ซึ่งเป็นยุคแห่งการสู้รบแย่งชิงดินแดนกันของบรรดาจูโหว หรือเจ้าครองแคว้นทั้งหลาย เป็นยุคที่เต็มไปด้วยความขัดแย้งวุ่นวายที่สุดยุคหนึ่งในประวัติศาสตร์จีน แต่ขณะเดียวกันในยุคนี้ก็มีความเจริญรุ่งเรืองในด้านศิลปวิทยาการต่าง ๆ มากมาย โดยเฉพาะในด้านปรัชญาความคิด จนเป็นยุคที่ถูกเรียกว่า ยุคปราชญ์ร้อยสำนัก (诸子百家) ปราชญ์คนสำคัญของจีนที่มีชีวิตอยู่ในยุคนี้ เช่น ขงจื่อ (孔子) เหลาจื่อ (老子) จวงจื่อ (庄子) ซุนวู หรือ ซุนจื่อ (孙子) ม่อจื่อ (墨子) เมิ่งจื่อ (孟子) สวินจื่อ (荀子) หานเฟยจื่อ (韩非子) เป็นต้น และยุคนี้เป็นยุคต้นกำเนิดของปรัชญาสำคัญที่กลายเป็นเสาหลักทางความคิดของอารยธรรรมจีนในกาลต่อมา นั่นคือ ปรัชญาขงจื่อ (儒家) กับปรัชญาเต๋า (道家) ![]() หลังจากที่ฉินหวางเจิ้ง (秦王政) เจ้าแคว้นฉิน สามารถสยบบรรดาแว่นแคว้นทั้งหลาย ยุติความขัดแย้งแตกแยกในช่วงยุคจ้านกั๋ว รวมแผ่นดินจีนเป็นหนึ่งเดียวได้สำเร็จเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของจีนแล้ว ก็ได้สถาปนาราชวงศ์ฉิน (秦朝) เป็นรัฐระบอบรวมศูนย์อำนาจขึ้นเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์จีน ทั้งยังสถาปนาตำแหน่งผู้ปกครองสูงสุดที่เรียกว่า “ฮ่องเต้” หรือจักรพรรดิ (皇帝) ซึ่งได้ถูกใช้เรื่อยมาจนสิ้นยุคสมบูรณาญาสิทธิราชย์ โดยที่พระองค์ได้สถาปนาตนเป็น ฉินสื่อหวงตี้ หรือที่คนไทยรู้จักในนาม จิ๋นซีฮ่องเต้ (秦始皇帝) ในยุคนี้ได้มีความพยายามที่จะสร้างความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันให้กับประเทศในหลาย ๆ ด้าน ทั้งด้านภาษา การคมนาคม ระบบเงินตรา ระบบการชั่งตวงวัด รวมทั้งการสร้งกำแพงเมืองจีน (万里长城) เพื่อป้องกันการรุกรานของชนกลุ่มน้อยทางตอนเหนือของประเทศด้วย ราชวงศ์ฮั่น (汉朝 202 ปี ก่อน ค.ศ. – ค.ศ. 220) ในช่วงปลายราชวงศ์ฉิน ได้เกิดการลุกฮือขึ้นของชาวนาและอดีตชนชั้นปกครองของหกแคว้นเดิมยุคจ้านกั๋วที่ถูกแคว้นฉินปราบไป เพื่อต่อต้านการปกครองของราชวงศ์ฉิน จนทำให้ราชวงศ์ฉินล่มสลาย ต่อมบรรดคนเหล่านั้นก็ได้สู้รบเพื่อแย่งชิงควมเป็นใหญ่กัน จนในที่สุดหลิวปัง (刘邦) เป็นขุนศึกที่ได้รับชัยชนะในท้ายที่สุด เขาจึงได้สถาปนาราชวงศ์ฮั่นขึ้น และได้สถาปนาตนเป็นจักรพรรดินามว่า ฮั่นเกาจู่ (汉高祖) ราชวงศ์ฮั่นแบ่งได้เป็นสองช่วงคือ ราชวงศ์ฮั่นตะวันตก (西汉 202 ปีก่อน ค.ศ. – ค.ศ. 8) กับราชวงศ์ฮั่นตะวันออก (东汉 ค.ศ. 25 – 220) หลังจากราชวงศ์ฮั่นตะวันออกล่มสลาย แผ่นดินจีนก็เกิดความแตกแยกวุ่นวายอีกครั้ง เกิดเป็นยุคสามก๊กขึ้นมา (三国ค.ศ. 220 – 265) แผ่นดินจีนถูกแบ่งออกเป็นสามแคว้นใหญ่ ๆ ต่างสู้รบแย่งชิงความเป็นใหญ่ จนกระทั่งราชวงศ์จิ้นสามารถรวมแผ่นดินเป็นปึกแผ่นได้อีกครั้ง ![]() ราชวงศ์จิ้น (晋朝 ค.ศ. 265 – 420) ราชวงศ์นี้สถาปนาขึ้นโดยจักรพรรดิจิ้นหวู่ตี้ (晋武帝) หรือ ซือหม่าเหยียน (司马炎) พระองค์ได้สานต่อภารกิจของปู่และบิดา คือการพิชิตทั้งสามก๊ก รวมแผ่นดินจีนเป็นหนึ่งเดียวได้สำเร็จ แต่ก็เป็นความสงบสุขเพียงชั่วระยะเวลาสั้น ๆ เท่านั้น ราชวงศ์จิ้นแบ่งได้เป็นสองช่วง คือ จิ้นตะวันตก (西晋 ค.ศ. 265 - 316) กับจิ้นตะวันออก (东晋 ค.ศ. 317 - 420) ราชวงศ์เหนือใต้ (南北朝 ค.ศ. 420 – 589) หลังการล่มสลายของราชวงศ์จิ้น แผ่นดินจีนก็ถูกรุกรานจากชนกลุ่มน้อยเผ่าต่าง ๆ แผ่นดินจีนถูกแบ่งออกเป็นสองส่วน โดยมีแม่น้ำแยงซีเกียง (长江) เป็นเส้นแบ่ง แต่ละส่วนต่างมีราชวงศ์ต่าง ๆ ผลัดเปลี่ยนกันขึ้นมาปกครอง เป็นยุคที่มีการรบราฆ่าฟันกันวุ่นวายที่สุดอีกยุคหนึ่งในประวัติศาสตร์จีน แต่ขณะเดียวกันก็เป็นยุคที่มีการหลอมรวมทางวัฒนธรรมระหว่างจีนเหนือกับจีนใต้ครั้งใหญ่ด้วย ราชวงศ์สุย (隋朝 ค.ศ. 581 – 618) ราชวงศ์สุยสถาปนาโดยจักรพรรดิสุยเหวินตี้ (隋文帝) หรือหยางเจียน (杨坚) ราชวงศ์นี้สามารถรวมแผ่นดินจีนให้เป็นหนึ่งเดียว หลังจากการแตกแยกวุ่นวายในสมัยราชวงศ์เหนือใต้ได้สำเร็จ ทั้งยังได้มีการริเริ่มระบบการสอบเข้ารับราชการ (科举) หรือการสอบจอหงวน และการขุดคลองต้าอวิ้นเหอ (大运河) เป็นเส้นทางคมนาคมเพื่อเชื่อมต่อเหนือใต้เข้าด้วยกัน แต่ราชวงศ์นี้ก็มีอายุสั้นมาก มีจักรพรรดิปกครองเพียงสองพระองค์เท่านั้น ราชวงศ์ถัง (唐朝 ค.ศ. 618 – 907) ราชวงศ์ถังสถาปนาขึ้นโดยจักรพรรดิถังเกาจู่ (唐高祖) หรือหลี่เยวียน (李渊) ซึ่งสามารถเอาชนะบรรดาขุนศึกต่าง ๆ ที่ตั้งตัวเป็นใหญ่หลังการล่มสลายของราชวงศ์สุยได้สำเร็จ ราชวงศ์ถังได้อาศัยรากฐานความเจริญที่ราชวงศ์สุยสร้างไว้ สร้างความเจริญรุ่งเรืองและเสริมสร้างแสนยานุภาพให้แก่อาณาจักรของตน จนทำให้จีนในยุคราชวงศ์ถังมีความเจริญรุ่งเรืองสูงสุดในทุก ๆ ด้าน ถือเป็นยุคทองของประวัติศาสตร์จีน โดยเฉพาะในรัชสมัยของจักรพรรดิถังไท่จง (唐太宗) ซึ่งเป็นจักรพรรดิองค์ที่สองของราชวงศ์ถัง เป็นยุคที่เจริญรุ่งเรืองที่สุด หลังจากราชวงศ์ถังล่มสลาย แผ่นดินจีนก็เข้าสู่ยุคความแตกแยกอีกครั้ง นั่นคือยุคห้าราชวงศ์สิบอาณาจักร (五代十国ค.ศ. 907 – 960) ราชวงศ์ซ่ง (宋朝 ค.ศ. 960 – 1279) ราชวงศ์ซ่งสถาปนาโดยจักรพรรดิซ่งไท่จู่ (宋太祖) หรือ เจ้าควงอิ้น (赵匡胤) ซึ่งสามารถปราบบรรดาแคว้นต่างๆ ที่ตั้งตัวเป็นใหญ่ขึ้นมาในยุคห้าราชวงศ์สิบอาณาจักรลงได้เป็นส่วนใหญ่ (ปราบได้หมดในรัชสมัยของจักรพรรดิซ่งไท่จง 宋太宗 รัชกาลต่อมา) ยุคนี้ราชสำนักให้ความสำคัญกับขุนนางฝ่ายพลเรือน (文官) มากกว่าฝ่ายทหาร (武官) จึงทำให้เกิดสภาวะภายในเข้มแข็งแต่ภายนอกอ่อนแอ ราชวงศ์นี้จึงถูกคุกคามจากชนกลุ่มน้อยอยู่เสมอ ๆ ราชวงศ์นี้สามารถแบ่งได้เป็นสองช่วงคือราชวงศ์ซ่งเหนือ (北宋 ค.ศ. 960 – 1127) กับซ่งใต้ (南宋 ค.ศ. 1127 – 1279) ยุคนี้มีบุคคลที่คนไทยรู้จักกันดีคือ เปาเจิ่ง (包拯) หรือเปาบุ้นจิ้น กับเยว่เฟย (岳飞) หรืองักฮุย ราชวงศ์ซ่งใต้ล่มสลายลงด้วยน้ำมือของกองทัพมองโกลแห่งราชวงศ์หยวน ราชวงศ์หยวน (元朝 ค.ศ. 1271 – 1368) ราชวงศ์นี้สถาปนาโดยจักรพรรดิหยวนซื่อจู่ (元世祖) หรือ กุบไลข่าน แห่งมองโกล (蒙古) ถือเป็นครั้งแรกที่แผ่นดินจีนทั้งหมดต้องตกอยู่ภายใต้การปกครองของชนกลุ่มน้อยที่ไม่ใช่ชาวฮั่น (汉族) ราชวงศ์หมิง (明朝 ค.ศ. 1368 – 1644) ราชวงศ์นี้สถาปนาโดยจักรพรรดิหมิงไท่จู่ (明太祖) หรือจูหยวนจาง (朱元璋) ผู้เป็น “จักรพรรดิผู้มาจากชนชั้นชาวนา” ที่ได้ครองแผ่นดินจีนทั้งหมดพระองค์แรกในประวัติศาสตร์จีน ยุคนี้อำนาจการปกครองแผ่นดินจีนได้กลับคืนสู่ชาวฮั่นอีกครั้ง และราชวงศ์นี้ก็ถือเป็นราชวงศ์สุดท้ายที่ปกครองโดยชาวฮั่น ทั้งยังเป็นยุคที่มีการติดต่อกับชาวยุโรปโดยตรงหลังยุคฟื้นฟูศิลปวิทยาการเป็นครั้งแรกอีกด้วย ราชวงศ์ชิง (清朝 ค.ศ. 1644 – 1912) ราชวงศ์นี้สถาปนาโดยจักรพรรดิชิงไท่จง (清太宗) หรือหวงไท่จี๋ (皇太极) ซึ่งเป็นชาวแมนจู (满族) แต่สามารถยึดเมืองหลวงปักกิ่งได้ในสมัยต่อมาคือจักรพรรดิซุ่นจื้อ (顺治) และได้ครองแผ่นดินจีนทั้งหมดในสมัยจักรพรรดิคังซี (康熙) ถือเป็นราชวงศ์ที่สองในประวัติศาสตร์จีน ที่แผ่นดินจีนทั้งหมดต้องอยู่ภายใต้การปกครองของชนกลุ่มน้อย และถือเป็นราชวงศ์สุดท้ายของประเทศจีนในยุคศักดินาด้วย ในยุคนี้จีนได้รับผลกระทบจากลัทธิล่าอาณานิคมเป็นอย่างมาก ทำให้จีนได้รับความเสียหายอย่างหนักในหลาย ๆ ด้าน ทั้งยังบั่นทอนความเข้มแข็งราชสำนัก อันเป็นสาเหตุทำให้ราชวงศ์ชิงล่มสลายในกาลต่อมา ยุคสาธารณรัฐประชาธิปไตย (ค.ศ. 1912 – 1949) หลังจากที่ซุนยัดเซ็น (孙中山) สามารถนำผู้คนลุกฮือขึ้นทำการปฏิวัติเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองของจีนให้เป็นสาธารณรัฐประชาธิปไตย และโค่นล้มราชวงศ์ชิงได้สำเร็จ ก็ถือเป็นจุดสิ้นสุดของจีนในยุคศักดินาแบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ และเป็นจุดสิ้นสุดของระบอบจักรพรรดิที่อยู่คู่แผ่นดินจีนมากว่าสองพันปี นับแต่สมัยราชวงศ์ฉินเป็นต้นมา และได้สถาปนาสาธารณรัฐจีน (中华民国) ขึ้น แต่ยุคนี้แผ่นดินจีนก็ยังต้องเผชิญกับความวุ่นวายไม่หยุดหย่อน ทั้งจากการสู้รบภายในที่เรียกว่า “ยุคขุนศึก” ซึ่งสงบลงอย่างเด็ดขาดในยุคของเจียงไคเช็ค (蒋介石) และประเทศจีนทั้งประเทศก็ตกอยู่ภายใต้การปกครองของพรรคก๊กมินตั๋ง (国民党) ทั้งจากการรุกรานของญี่ปุ่น (ค.ศ. 1931 – 1945) สงครามโลกครั้งที่สอง และสงครามกลางเมืองกับพรรคคอมมิวนิสต์จีน (共产党ค.ศ. 1946 – 1949) ซึ่งในที่สุดก็ทำให้พรรคก๊กมินตั๋งต้องสูญเสียอำนาจไปพร้อม ๆกับการล่มสลายของสาธารณรัฐประชาธิปไตยบนแผ่นดินจีน ยุคสาธารณรัฐสังคมนิยม (ค.ศ. 1949 – ปัจจุบัน)
หลังจากที่เหมาเจ๋อตง (毛泽东) สามารถนำพลพรรคแห่งพรรคคอมมิวนิสต์จีนรบชนะพรรคก๊กมินตั๋งของเจียงไคเช็คได้แล้ว เขาได้สถาปนาประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน (中华人民共和国) ขึ้นเมื่อวันที่ 1 ตุลาคม ค.ศ. 1949 และประเทศจีนก็อยู่ภายใต้การปกครองของพรรคคอมมิวนิสต์จีนมาจนถึงปัจจุบัน ซึ่งพรรคคอมมิวนิสต์ได้ประกาศให้วันที่ 1 ตุลาคมของทุกปีเป็นวันชาติจีน ตราบจนถึงปัจจุบันด้วย
|










