วันศุกร์ที่ 3 พฤษภาคม พ.ศ. 2562

ราชวงศ์ที่สำคัญของประเทศจีน


บทที่ 10 
ราชวงศ์ที่สำคัญของประเทศจีน

ประวัติศาสตร์จีน


            จีนเป็นประเทศที่มีความเป็นมายาวนานกว่าห้าพันปี ตลอดช่วงเวลาอันยาวนานนี้ ได้ก่อเกิดเรื่องราวต่างๆมากมายนับไม่ถ้วน หลาย ๆ เรื่องก็กลายเป็นตำนานเล่าขานในหมู่ชนอันไม่รู้จบ ทั้งเรื่องราวของวีรบุรุษผู้เดียวดาย วีรสตรีผู้เสียสละ กังฉินใหญ่จอมเจ้าเล่ห์ ธรรมราชันย์ผู้เปี่ยมเมตตา ทรราชผู้โหดเหี้ยมอำมหิต และนี่คือมนต์เสน่ห์อย่างหนึ่งของประวัติศาสตร์จีน
พัฒนาการความเป็นมาของประวัติศาสตร์จีน สามารถอธิบายคร่าว ๆ โดยแบ่งช่วงเวลาออกมาได้ดังนี้
ยุคก่อกำเนิด หรือยุคบรรพกาล (? – 2100 ปี ก่อน ค.ศ.)
          ดินแดนแถบลุ่มแม่น้ำหวงเหอ (黄河มีผู้คนอาศัยอยู่มาตั้งแต่ยุคหิน ซึ่งผู้คนเหล่านี้ได้ค่อย ๆ มีการพัฒนา จากการที่ต่างคนต่างอยู่ ยังชีพด้วยการเก็บของป่า ล่าสัตว์ ก็ค่อย ๆ เข้ามารวมตัวกันเป็นชุมชน ทำการเพาะปลูกและเลี้ยงสัตว์ ก่อเกิดเป็นสังคมแบบชนเผ่าขึ้น ซึ่งในช่วงเวลาดังกล่าวก็ได้เกิดมีผู้นำคนสำคัญๆที่ได้มีส่วนสำคัญในการช่วยพัฒนาชีวิตความเป็นอยู่ของผู้คนในสังคมขณะนั้น คือ ซุ่ยเหริน (燧人ฝูซี (伏羲เสินหนง (神农ซึ่งสามคนนี้ได้รับการยกย่องเป็น ซันหวง (三皇หรือสามกษัตริย์ ตราบจนเมื่อประมาณ 4600 ปีก่อน ค.ศ. หวงตี้ (黄帝หรือ จักรพรรดิเหลือง สามารถกำราบชนเผ่าทั้งหลายในแถบลุ่มน้ำหวงเหอได้สำเร็จ อันเป็นที่มาของชนชาติ หวาเซี่ย (华夏หรือ ชนชาติจีน กาลต่อมาก็ได้มีผู้นำที่มีความสามารถเช่น จวนซวี (颛顼ตี้คู่ (帝喾เหยา (ซุ่น (บุคคลทั้งสี่นี้ เมื่อรวมกับหวงตี้ (จักรพรรดิเหลือง) จึงกลายเป็นกลุ่มคนที่ถูกเรียกว่า หวู่ตี้ (五帝หรือ ห้าจักรพรรดิ
          จุดเปลี่ยนที่สำคัญที่ทำให้สังคมจีนแบบบุพกาลสิ้นสุดลง คือการที่ต้าอวี่ (大禹สามารถแก้ไขปัญหาอุทกภัยในแถบลุ่มแม่น้ำหวงเหอ ซึ่งเป็นปัญหาที่สำคัญที่คุกคามชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนในบริเวณนั้นมาอย่างยาวนานได้สำเร็จ ดังนั้นพระเจ้าซุ่นจึงได้สละบัลลังก์ของตนมอบให้แก่ต้าอวี่ ต้าอวี่ปกครองประชาชนด้วยความร่มเย็นเป็นสุขจนเมื่อตนเองแก่ชรา จึงคิดจะยกราชสมบัติให้แก่อี้ (ตามประเพณีดั้งเดิมที่จะยกบัลลังก์ให้แก่ผู้มีความสามารถ แต่ทว่าด้วยแรงหนุนจากบรรดาหัวหน้าเผ่าต่างๆที่อยู่ภายใต้การปกครองของต้าอวี่ ทำให้ฉี่ (โอรสของต้าอวี่ได้สืบทอดบัลลังก์ต่อจากบิดา เหตุการณ์นี้ถือเป็นจุดสิ้นสุดของยุคบรรพกาล ประวัติศาสตร์จีนได้เข้าสู่ยุคแห่งรัฐระบอบทาสนับแต่นั้น
ยุคทาส (2100 – 1028 ปี ก่อน ค.ศ.)
          ในยุคนี้จีนได้เริ่มมีการสถาปนาระบอบการปกครองแบบราชวงศ์ มีการสืบสันตติวงศ์ทางสายเลือด แทนระบบการสืบทอดตำแหน่งโดยการคัดเลือกจากความสามารถ เริ่มมีชนชั้นทาสเกิดขึ้น เนื่องจากเมื่อฉี่ โอรสของอวี่ขึ้นครองราชย์ ได้มีชนเผ่าบางเผ่าไม่ยอมรับอำนาจของเขา ฉี่จึงยกทัพไปปราบ และกวาดต้อนเชลยศึกเหล่านั้นให้มาทำหน้าที่รับใช้ฝ่ายตนซึ่งเป็นผู้ชนะสงคราม จึงได้เกิดมีชนชั้นทาสกับนายทาสขึ้นนับแต่นั้น ในยุคนี้จะประกอบไปด้วยราชวงศ์อยู่สองราชวงศ์ คือ เซี่ยกับชาง
ราชวงศ์เซี่ย (夏朝 2100 – 1600 ปี ก่อน ค.ศ.)
          ราชวงศ์นี้สถาปนาโดยฉี่ โอรสของต้าอวี่ กษัตริย์องค์สุดท้ายคือ เจี๋ย (รวมมีกษัตริย์ปกครองทั้งหมด 17 พระองค์ (รวมต้าอวี่)
ราชวงศ์ชาง (商朝 1600 – 1028 ปี ก่อน ค.ศ.)        
          ราชวงศ์นี้สถาปนาโดยชางทัง (商汤ซึ่งได้ฉวยโอกาสนำกำลังลุกฮือขึ้นโค่นล้มการปกครองของพระเจ้าเจี๋ยแห่งราชวงศ์เซี่ย กษัตริย์องค์สุดท้ายของราชวงศ์นี้คือ โจ้ว (ราชวงศ์นี้มีกษัตริย์ปกครองทั้งสิ้น 30 พระองค์ ยุคนี้การทำเครื่องสัมฤทธิ์มีความเจริญรุ่งเรืองที่สุด ทั้งยังเป็นยุคที่อักษรกระดองเต่า (甲骨文ถือกำเนิดขึ้นมาด้วย
ยุคศักดินา (1027 ปี ก่อน ค.ศ. – ค.ศ. 1912)
          เมื่อโจวหวู่หวาง (周武王นำกำลังเข้าโค่นล้มการปกครองของพระเจ้าโจ้วหวางแห่งราชวงศ์ชางแล้ว ก็ได้สถาปนาราชวงศ์โจว (周朝ขึ้น และได้ปูนบำเหน็จความดีความชอบให้แก่บรรดาเชื้อพระวงศ์ ขุนศึก หัวหน้าเผ่าที่ร่วมมือกับตนในการโค่นล้มราชวงศ์ชาง ด้วยการแต่งตั้งให้บรรดาคนเหล่านั้นเป็นจูโหว (诸侯หรือเจ้าครองแคว้น แล้วมอบที่ดินให้กับพวกเขาในขนาดที่แตกต่างกัน ตามแต่ระดับความดีความชอบที่ได้กระทำไว้ ให้คนเหล่านั้นมีอำนาจเต็มที่ในพื้นที่ที่ได้รับพระราชทานจาก โอรสสวรรค์ (天子หรือกษัตริย์แห่งราชวงศ์โจว และนี่จึงเป็นที่มาของยุคศักดินาอันยาวนานในประวัติศาสตร์จีน ในยุคนี้ประกอบไปด้วยราชวงศ์ต่าง ๆดังนี้
ราชวงศ์โจว (周朝 1027 – 256 ปี ก่อน ค.ศ.)
          ราชวงศ์โจวเป็นราชวงศ์ที่มีอายุยืนยาวนานที่สุดในประวัติศาสตร์จีน เป็นจุดเริ่มต้นของระบอบศักดินาในประเทศจีน ราชวงศ์นี้แบ่งได้เป็นสองช่วง คือ ราชวงศ์โจวตะวันตก (西周
1027 – 771 ปี ก่อน ค.ศ.) มีเมืองหลวงอยู่ที่เฮ่าจิง (鎬京กับราชวงศ์โจวตะวันออก (东周
770 – 256 ปี ก่อน ค.ศ.) มีเมืองหลวงอยู่ที่ลั่วอี้ (洛邑ในยุคราชวงศ์โจวตะวันออกแบ่งย่อยได้เป็นสองยุค คือ ชุนชิว (春秋กับจ้านกั๋ว (战国ซึ่งเป็นยุคแห่งการสู้รบแย่งชิงดินแดนกันของบรรดาจูโหว หรือเจ้าครองแคว้นทั้งหลาย เป็นยุคที่เต็มไปด้วยความขัดแย้งวุ่นวายที่สุดยุคหนึ่งในประวัติศาสตร์จีน แต่ขณะเดียวกันในยุคนี้ก็มีความเจริญรุ่งเรืองในด้านศิลปวิทยาการต่าง ๆ มากมาย โดยเฉพาะในด้านปรัชญาความคิด จนเป็นยุคที่ถูกเรียกว่า ยุคปราชญ์ร้อยสำนัก (诸子百家ปราชญ์คนสำคัญของจีนที่มีชีวิตอยู่ในยุคนี้ เช่น ขงจื่อ (孔子เหลาจื่อ (老子จวงจื่อ (庄子ซุนวู หรือ ซุนจื่อ (孙子ม่อจื่อ (墨子เมิ่งจื่อ (孟子สวินจื่อ (荀子หานเฟยจื่อ (韩非子เป็นต้น และยุคนี้เป็นยุคต้นกำเนิดของปรัชญาสำคัญที่กลายเป็นเสาหลักทางความคิดของอารยธรรรมจีนในกาลต่อมา นั่นคือ ปรัชญาขงจื่อ (儒家กับปรัชญาเต๋า (道家)
ราชวงศ์ฉิน (秦朝 221 – 207 ปี ก่อน ค.ศ.)
          หลังจากที่ฉินหวางเจิ้ง (秦王政เจ้าแคว้นฉิน สามารถสยบบรรดาแว่นแคว้นทั้งหลาย ยุติความขัดแย้งแตกแยกในช่วงยุคจ้านกั๋ว รวมแผ่นดินจีนเป็นหนึ่งเดียวได้สำเร็จเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของจีนแล้ว ก็ได้สถาปนาราชวงศ์ฉิน (秦朝เป็นรัฐระบอบรวมศูนย์อำนาจขึ้นเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์จีน ทั้งยังสถาปนาตำแหน่งผู้ปกครองสูงสุดที่เรียกว่า ฮ่องเต้ หรือจักรพรรดิ (皇帝ซึ่งได้ถูกใช้เรื่อยมาจนสิ้นยุคสมบูรณาญาสิทธิราชย์ โดยที่พระองค์ได้สถาปนาตนเป็น ฉินสื่อหวงตี้ หรือที่คนไทยรู้จักในนาม จิ๋นซีฮ่องเต้ (秦始皇帝ในยุคนี้ได้มีความพยายามที่จะสร้างความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันให้กับประเทศในหลาย ๆ ด้าน ทั้งด้านภาษา การคมนาคม ระบบเงินตรา ระบบการชั่งตวงวัด รวมทั้งการสร้งกำแพงเมืองจีน (万里长城เพื่อป้องกันการรุกรานของชนกลุ่มน้อยทางตอนเหนือของประเทศด้วย
ราชวงศ์ฮั่น (汉朝 202 ปี ก่อน ค.ศ. – ค.ศ. 220)
          ในช่วงปลายราชวงศ์ฉิน ได้เกิดการลุกฮือขึ้นของชาวนาและอดีตชนชั้นปกครองของหกแคว้นเดิมยุคจ้านกั๋วที่ถูกแคว้นฉินปราบไป เพื่อต่อต้านการปกครองของราชวงศ์ฉิน จนทำให้ราชวงศ์ฉินล่มสลาย ต่อมบรรดคนเหล่านั้นก็ได้สู้รบเพื่อแย่งชิงควมเป็นใหญ่กัน จนในที่สุดหลิวปัง (刘邦เป็นขุนศึกที่ได้รับชัยชนะในท้ายที่สุด เขาจึงได้สถาปนาราชวงศ์ฮั่นขึ้น และได้สถาปนาตนเป็นจักรพรรดินามว่า ฮั่นเกาจู่ (汉高祖ราชวงศ์ฮั่นแบ่งได้เป็นสองช่วงคือ ราชวงศ์ฮั่นตะวันตก (西汉 202 ปีก่อน ค.ศ. – ค.ศ. 8) กับราชวงศ์ฮั่นตะวันออก (东汉 ค.ศ. 25 – 220) หลังจากราชวงศ์ฮั่นตะวันออกล่มสลาย แผ่นดินจีนก็เกิดความแตกแยกวุ่นวายอีกครั้ง เกิดเป็นยุคสามก๊กขึ้นมา (三国ค.ศ. 220 – 265) แผ่นดินจีนถูกแบ่งออกเป็นสามแคว้นใหญ่ ๆ ต่างสู้รบแย่งชิงความเป็นใหญ่ จนกระทั่งราชวงศ์จิ้นสามารถรวมแผ่นดินเป็นปึกแผ่นได้อีกครั้ง

ราชวงศ์จิ้น (晋朝 ค.ศ. 265 – 420)
          ราชวงศ์นี้สถาปนาขึ้นโดยจักรพรรดิจิ้นหวู่ตี้ (晋武帝หรือ ซือหม่าเหยียน (司马炎พระองค์ได้สานต่อภารกิจของปู่และบิดา คือการพิชิตทั้งสามก๊ก รวมแผ่นดินจีนเป็นหนึ่งเดียวได้สำเร็จ แต่ก็เป็นความสงบสุขเพียงชั่วระยะเวลาสั้น ๆ เท่านั้น ราชวงศ์จิ้นแบ่งได้เป็นสองช่วง คือ จิ้นตะวันตก (西晋 ค.ศ. 265 - 316) กับจิ้นตะวันออก (东晋 ค.ศ. 317 - 420)
ราชวงศ์เหนือใต้ (南北朝 ค.ศ. 420 – 589)
          หลังการล่มสลายของราชวงศ์จิ้น แผ่นดินจีนก็ถูกรุกรานจากชนกลุ่มน้อยเผ่าต่าง ๆ แผ่นดินจีนถูกแบ่งออกเป็นสองส่วน โดยมีแม่น้ำแยงซีเกียง (长江เป็นเส้นแบ่ง แต่ละส่วนต่างมีราชวงศ์ต่าง ๆ ผลัดเปลี่ยนกันขึ้นมาปกครอง เป็นยุคที่มีการรบราฆ่าฟันกันวุ่นวายที่สุดอีกยุคหนึ่งในประวัติศาสตร์จีน แต่ขณะเดียวกันก็เป็นยุคที่มีการหลอมรวมทางวัฒนธรรมระหว่างจีนเหนือกับจีนใต้ครั้งใหญ่ด้วย
ราชวงศ์สุย (隋朝 ค.ศ. 581 – 618)
          ราชวงศ์สุยสถาปนาโดยจักรพรรดิสุยเหวินตี้ (隋文帝หรือหยางเจียน (杨坚ราชวงศ์นี้สามารถรวมแผ่นดินจีนให้เป็นหนึ่งเดียว หลังจากการแตกแยกวุ่นวายในสมัยราชวงศ์เหนือใต้ได้สำเร็จ ทั้งยังได้มีการริเริ่มระบบการสอบเข้ารับราชการ (科举หรือการสอบจอหงวน และการขุดคลองต้าอวิ้นเหอ (大运河เป็นเส้นทางคมนาคมเพื่อเชื่อมต่อเหนือใต้เข้าด้วยกัน แต่ราชวงศ์นี้ก็มีอายุสั้นมาก มีจักรพรรดิปกครองเพียงสองพระองค์เท่านั้น
ราชวงศ์ถัง (唐朝 ค.ศ. 618 – 907)
          ราชวงศ์ถังสถาปนาขึ้นโดยจักรพรรดิถังเกาจู่ (唐高祖หรือหลี่เยวียน (李渊ซึ่งสามารถเอาชนะบรรดาขุนศึกต่าง ๆ ที่ตั้งตัวเป็นใหญ่หลังการล่มสลายของราชวงศ์สุยได้สำเร็จ ราชวงศ์ถังได้อาศัยรากฐานความเจริญที่ราชวงศ์สุยสร้างไว้ สร้างความเจริญรุ่งเรืองและเสริมสร้างแสนยานุภาพให้แก่อาณาจักรของตน จนทำให้จีนในยุคราชวงศ์ถังมีความเจริญรุ่งเรืองสูงสุดในทุก ๆ ด้าน ถือเป็นยุคทองของประวัติศาสตร์จีน โดยเฉพาะในรัชสมัยของจักรพรรดิถังไท่จง (唐太宗ซึ่งเป็นจักรพรรดิองค์ที่สองของราชวงศ์ถัง เป็นยุคที่เจริญรุ่งเรืองที่สุด หลังจากราชวงศ์ถังล่มสลาย แผ่นดินจีนก็เข้าสู่ยุคความแตกแยกอีกครั้ง นั่นคือยุคห้าราชวงศ์สิบอาณาจักร (五代十国ค.ศ. 907 – 960)
ราชวงศ์ซ่ง (宋朝 ค.ศ. 960 – 1279)
          ราชวงศ์ซ่งสถาปนาโดยจักรพรรดิซ่งไท่จู่ (宋太祖หรือ เจ้าควงอิ้น (赵匡胤ซึ่งสามารถปราบบรรดาแคว้นต่างๆ ที่ตั้งตัวเป็นใหญ่ขึ้นมาในยุคห้าราชวงศ์สิบอาณาจักรลงได้เป็นส่วนใหญ่ (ปราบได้หมดในรัชสมัยของจักรพรรดิซ่งไท่จง 宋太宗 รัชกาลต่อมา) ยุคนี้ราชสำนักให้ความสำคัญกับขุนนางฝ่ายพลเรือน (文官มากกว่าฝ่ายทหาร (武官จึงทำให้เกิดสภาวะภายในเข้มแข็งแต่ภายนอกอ่อนแอ ราชวงศ์นี้จึงถูกคุกคามจากชนกลุ่มน้อยอยู่เสมอ ๆ ราชวงศ์นี้สามารถแบ่งได้เป็นสองช่วงคือราชวงศ์ซ่งเหนือ (北宋 ค.ศ. 960 – 1127) กับซ่งใต้ (南宋 ค.ศ. 1127 – 1279) ยุคนี้มีบุคคลที่คนไทยรู้จักกันดีคือ เปาเจิ่ง (包拯หรือเปาบุ้นจิ้น กับเยว่เฟย (岳飞หรืองักฮุย ราชวงศ์ซ่งใต้ล่มสลายลงด้วยน้ำมือของกองทัพมองโกลแห่งราชวงศ์หยวน
ราชวงศ์หยวน (元朝 ค.ศ. 1271 – 1368)
          ราชวงศ์นี้สถาปนาโดยจักรพรรดิหยวนซื่อจู่ (元世祖หรือ กุบไลข่าน แห่งมองโกล (蒙古ถือเป็นครั้งแรกที่แผ่นดินจีนทั้งหมดต้องตกอยู่ภายใต้การปกครองของชนกลุ่มน้อยที่ไม่ใช่ชาวฮั่น (汉族)
ราชวงศ์หมิง (明朝 ค.ศ. 1368 – 1644)
          ราชวงศ์นี้สถาปนาโดยจักรพรรดิหมิงไท่จู่ (明太祖หรือจูหยวนจาง (朱元璋ผู้เป็น จักรพรรดิผู้มาจากชนชั้นชาวนา ที่ได้ครองแผ่นดินจีนทั้งหมดพระองค์แรกในประวัติศาสตร์จีน ยุคนี้อำนาจการปกครองแผ่นดินจีนได้กลับคืนสู่ชาวฮั่นอีกครั้ง และราชวงศ์นี้ก็ถือเป็นราชวงศ์สุดท้ายที่ปกครองโดยชาวฮั่น ทั้งยังเป็นยุคที่มีการติดต่อกับชาวยุโรปโดยตรงหลังยุคฟื้นฟูศิลปวิทยาการเป็นครั้งแรกอีกด้วย
ราชวงศ์ชิง (清朝 ค.ศ. 1644 – 1912)
          ราชวงศ์นี้สถาปนาโดยจักรพรรดิชิงไท่จง (清太宗หรือหวงไท่จี๋ (皇太极ซึ่งเป็นชาวแมนจู (满族แต่สามารถยึดเมืองหลวงปักกิ่งได้ในสมัยต่อมาคือจักรพรรดิซุ่นจื้อ (顺治และได้ครองแผ่นดินจีนทั้งหมดในสมัยจักรพรรดิคังซี (康熙ถือเป็นราชวงศ์ที่สองในประวัติศาสตร์จีน ที่แผ่นดินจีนทั้งหมดต้องอยู่ภายใต้การปกครองของชนกลุ่มน้อย และถือเป็นราชวงศ์สุดท้ายของประเทศจีนในยุคศักดินาด้วย ในยุคนี้จีนได้รับผลกระทบจากลัทธิล่าอาณานิคมเป็นอย่างมาก ทำให้จีนได้รับความเสียหายอย่างหนักในหลาย ๆ ด้าน ทั้งยังบั่นทอนความเข้มแข็งราชสำนัก อันเป็นสาเหตุทำให้ราชวงศ์ชิงล่มสลายในกาลต่อมา
ยุคสาธารณรัฐประชาธิปไตย (ค.ศ. 1912 – 1949)
          หลังจากที่ซุนยัดเซ็น (孙中山สามารถนำผู้คนลุกฮือขึ้นทำการปฏิวัติเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองของจีนให้เป็นสาธารณรัฐประชาธิปไตย และโค่นล้มราชวงศ์ชิงได้สำเร็จ ก็ถือเป็นจุดสิ้นสุดของจีนในยุคศักดินาแบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ และเป็นจุดสิ้นสุดของระบอบจักรพรรดิที่อยู่คู่แผ่นดินจีนมากว่าสองพันปี นับแต่สมัยราชวงศ์ฉินเป็นต้นมา และได้สถาปนาสาธารณรัฐจีน
 (中华民国ขึ้น แต่ยุคนี้แผ่นดินจีนก็ยังต้องเผชิญกับความวุ่นวายไม่หยุดหย่อน ทั้งจากการสู้รบภายในที่เรียกว่า ยุคขุนศึก ซึ่งสงบลงอย่างเด็ดขาดในยุคของเจียงไคเช็ค (蒋介石และประเทศจีนทั้งประเทศก็ตกอยู่ภายใต้การปกครองของพรรคก๊กมินตั๋ง (国民党ทั้งจากการรุกรานของญี่ปุ่น (ค.ศ. 1931 – 1945) สงครามโลกครั้งที่สอง และสงครามกลางเมืองกับพรรคคอมมิวนิสต์จีน (共产党ค.ศ. 1946 – 1949) ซึ่งในที่สุดก็ทำให้พรรคก๊กมินตั๋งต้องสูญเสียอำนาจไปพร้อม ๆกับการล่มสลายของสาธารณรัฐประชาธิปไตยบนแผ่นดินจีน
ยุคสาธารณรัฐสังคมนิยม (ค.ศ. 1949 – ปัจจุบัน)
          หลังจากที่เหมาเจ๋อตง (毛泽东สามารถนำพลพรรคแห่งพรรคคอมมิวนิสต์จีนรบชนะพรรคก๊กมินตั๋งของเจียงไคเช็คได้แล้ว เขาได้สถาปนาประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน (中华人民共和国ขึ้นเมื่อวันที่ 1 ตุลาคม ค.ศ. 1949 และประเทศจีนก็อยู่ภายใต้การปกครองของพรรคคอมมิวนิสต์จีนมาจนถึงปัจจุบัน ซึ่งพรรคคอมมิวนิสต์ได้ประกาศให้วันที่ 1 ตุลาคมของทุกปีเป็นวันชาติจีน ตราบจนถึงปัจจุบันด้วย


แบบฝึกหัด

https://forms.gle/fXYYeb4sauvanJbw7


 Cr.zhengzheng

วันจันทร์ที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2562

แสดงความคิดเห็น เทคโนโลยีการศึกษากับครูไทยในศตวรรษที่ 21


แสดงความคิดเห็น
เทคโนโลยีการศึกษากับครูไทยในศตวรรษที่ 21
        ปัจจุบันเทคโนโลยีได้เข้ามามีบทบาทอย่างมากในสังคมไทย เด็กสมัยนี้สามารถใช้โทรศัพท์ได้ตั้งแต่เล็กๆ เพราะพ่อแม่จะทิ้งให้ลูกอยู่กับเทคโนโลยี ทั้งโทรศัพท์ โทรทัศน์ คอมพิวเตอร์ ซึ่งเทคโนโลยีนี้มีผลกระทบในด้านดีและด้านไม่ดี ผู้ที่จะมาขัดเกลาหรือช่วยเหลือก็คงมิพ้นครูผู้สอน ทั้งนี้ตัวผู้สอนเองก็ต้องเป็นผู้ที่เรียนรู้พัฒนาตนเองอยู่ตลอดเวลาเพื่อที่จะเป็นผู้สอนที่มีประสิทธิภาพที่สุดและสามารถเป็นผู้พัฒนาให้เด็กเป็นคนที่มีการเรียนรู้ด้วยตัวเองอย่างไม่มีที่สิ้นสุด
         ครูในศตวรรษที่ 21 ในความคิดของฉันต้องเป็นผู้ที่เรียนรู้และพัฒนาอย่างไม่มีที่สิ้นสุดเพื่อที่จะใช้ความรู้พัฒนาศิษย์ของตัวเองต่อไป แต่ความรู้ในศาสตร์ที่ตัวเองเรียนคงไม่พอที่จะใช้สอนนักเรียน ครูจึงต้องเรียนรู้เทคโนโลยีรอบด้าน จากการอ่านบทความนี้ดิฉันชื่นชอบ ข้อความที่บอกว่าในวงการศึกษาไทยมองว่า ครู คือ กุญแจสำคัญในการแก้ไขปัญหาด้านคุณภาพการศึกษา ซึ่งดิฉันคิดว่าเป็นจริง เพราะหากไม่มีครูเป็นผู้สอนมีแค่ พ่อแม่ คนในครอบครัว เด็กก็ไม่สามารถที่จะพัฒนาไปถึงจุดที่สูงสุดได้ เมื่อก่อนที่บ้านของดิฉันเป็นหมู่บ้านเล็กๆ เด็กในหมู่บ้านไม่ค่อยมีใครออกไปเรียนมีเพียงพี่สาวฉันที่ได้เบิกทางแห่งการศึกษาออกจากบ้านไปเรียนจนถึงปริญญาและได้จบเป็นครู ดิฉันซึ่งยังเป็นเด็กไม่ค่อยรู้เรื่องอะไรมาก ก็ฟังเรื่องเล่าจากพี่สาวต่างๆนานา ซึ่งเรื่องที่ฉันประทับใจมากๆก็คือ ฉันได้รู้ว่าพี่ฉันได้เป็นครูก็เพราะครูคนหนึ่งในโรงเรียนเล็กๆ ฉันจึงตระหนักได้ว่าครูคือคนสร้างคนที่แท้จริง ประเทศไทยของเราจึงควรให้ความสำคัญกับการพัฒนาตัวของครูให้เก่ง แต่ดิฉันโต้แย้งไม่ได้เลยว่าในความคิดดิฉันครูยุคเก่าที่ไม่รู้เรื่องเทคโนโลยีสอนดีกว่าครูยุคใหม่ในระดับหนึ่ง ในจุดนี้ดิฉันคิดว่าควรจะพัฒนาทั้งครูรุ่นเก่าและครูรุ่นใหม่ แต่พัฒนากันคนละด้าน หากเป็นครูรุ่นเก่าก็พัฒนาในเรื่องของเทคโนโลยีให้มาก แต่หากเป็นครูรุ่นใหม่ก็ต้องเคี่ยวเข็ญพัฒนาในเรื่องของทักษะต่างๆ เพราะตอนนี้ดิฉันคิดว่าผลเสียของเทคโนโลยีก็มีมากเช่นกัน หากเราหลงกับมันมากเกินไป ยกตัวอย่างการลอกข้อมูลจากอินเทอร์เน็ตมาทำรายงาน  หรือการใช้แอพพลิเคชั่นเพื่อความสะดวกสบาย บางครั้งอาจมีความจำเป็นแต่บางครั้งก็ส่งผลเสียเกินไป ต่อมาดิฉันค่อนข้างสนใจในเรื่องทักษะ 8 ประการที่จำเป็นสำหรับครู ได้แก่ content การมีความรู้และทักษะที่จะสอนเป็นอย่างดี , computer integration  ครูต้องมีทักษะทาด้านคอมพิวเตอร์เพื่อเป็นอุปกรณ์ช่วยสอน  , Constructionist การที่ผู้สอนต้องเข้าใจเรื่องการสร้างองค์ความรู้ได้ด้วยตนเอง , Connectivity  ครูผู้สอนต้องจัดกิจกรรมให้เชื่อมโยงกัน , Collaboration ครูมีบทบาทในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ในลักษณะการเรียนรู้แบบร่วมมือกัน , Communication ครูต้องมีทักษะการบรรยาย การยกตัวอย่าง , Creativity ครูต้องสร้างสรรค์กิจกรรมการเรียนรู้  , Caring ครูต้องมีความห่วงใยจริงใจต่อเด็ก  จากข้อข้างต้นดิฉันมีความเห็นด้วยเป็นอย่างมากที่บอกว่า ครูเป็นเพียงโค๊ดคอยแนะนำเด็กอยู่ข้างๆเด็กจะต้องเรียนรู้ด้วยตัวของเขาเอง ยังมีเรื่องของปัจจัยปัญญา ข้อนี้ดิฉันก็ยังคงเห็นด้วยเช่นกันแต่สิ่งสำคัญคือแค่รู้ปัญหาที่เกิดขึ้นไม่เพียงพอ ต้องหาวิธีแก้ไขที่ถูกต้องและดีที่สุด
         



       จากการอ่านบทความเรื่องนี้ดิฉันได้รับความรู้มากมายไม่ว่าจะเป็นเทคโนโลยีกับครู ปัญหา ปัจจัย ต่างๆนานาๆ สิ่งสำคัญที่ดิฉันคิดเมื่ออ่านบทความนี้ก็คือ การนำเอาไปคิด นำเอาไปใช้ให้เกิดประโยชน์ในอนาคตต่อไป
      


มาดูตัวอย่างครูยุคใหม่กันเถอะ

        

วันเสาร์ที่ 23 มีนาคม พ.ศ. 2562

แสดงความคิด “เทคโนโลยีกับการเรียนรู้ตลอดชีวิต"







  
แสดงความคิดเห็น
เทคโนโลยีกับการเรียนรู้ตลอดชีวิต”
Technology and Teachers' Lifelong Learning
ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ ครูกับเทคโนโลยี
         เทคโนโลยีในปัจจุบันมีผลกระทบต่อวิถีชีวิตของมนุษย์เป็นอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง การท่องเที่ยว การศึกษา ในเรื่องของการศึกษานับว่าเทคโนโลยีมีผลกระทบมากที่สุดเพราะเด็กที่เกิดมาในยุคนี้ถือได้ว่าเกิดมาพร้อมเทคโนโลยีเลยก็ว่าได้ ดังนั้นเราทุกคนจึงต้องทำความรู้จักกับเทคโนโลยีให้เป็นอย่างดี ตัวของอาจารย์ซึ่งเป็นผู้ถ่ายทอดความรู้ให้กับนักเรียนก็ควรเป็นผู้ที่รู้ชัดเจนในเรื่องของเทคโนโลยีในปัจจุบัน ตอนนี้ดิฉันเป็นเพียงผู้รับความรู้ที่อาจารย์ส่งต่อมาให้ แต่ในอนาคตดิฉันอาจจะเป็นผู้ที่ต้องให้ความรู้กับนักเรียนก็เป็นได้  ตัวของดิฉันเองก็ควรที่จะเรียนรู้เรื่องของเทคโนโลยีให้มากขึ้น
         ในปัจจุบันได้มีการเติบโตของเทคโนโลยีมากมายโดยที่ดิฉันคาดไม่ถึง เมื่อนึกย้อนไปในอดีตตอนที่เรายังเป็นเด็กนั้น ภาพของเทคโนโลยีไม่ได้เข้ามาในความคิดของดิฉันเลยแค่ โทรทัศน์ 1 เครื่อง โทรศัพท์ 1 เครื่อง ก็ตื่นเต้นแล้ว ดิฉันนึกภาพตอนนี้กับตอนนั้นช่างแตกต่างราวฟ้ากับเหว นึกไม่ถึงเลยว่าจะมีอะไรแบบนี้เกิดขึ้นจริง แต่เมื่อปัจจุบันเป็นเช่นนี้ ตัวเราก็มิมีทางเลือกทำได้เพียงปรับตัวให้ทันเทคโนโลยี เทคโนโลยีในตอนนี้นับว่ามีประโยชน์กับการศึกษาเป็นอย่างมาก จากการอ่านบทความเรื่องเทคโนโลยีกับการเรียนรู้ตลอดชีวิตแล้วนั้น ดิฉันเริ่มอ่านตั้งแต่ต้น ก็รู้สึกชอบขึ้นมากับคำพูดที่ว่า การจะพัฒนาบุคคลให้สามารถพัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่องได้นั้นต้องเริ่มตั้งแต่เด็ก  โดยผู้ฝึกฝนนั้นคือครูนั่นเอง  โดยต้องพัฒนาตัวครูให้มีทักษะเสียก่อน ดิฉันรู้สึกว่าเป็นความจริง เพราะตัวเด็กเมื่อเกิดมา นอกจากเหนือจากการอยู่กับครอบครัวแล้ว ส่วนใหญ่ก็จะใช้ชีวิตอยู่ที่โรงเรียนนั่นเอง ซึ่งครูเป็นคนที่สอนทุกอย่างทั้งการเรียน การใช้ชีวิต จากการอ่านบทความครูสมัยก่อนจะศึกษาค้นคว้าภายใน หนังสือ ตำรา แต่ในปัจจุบันไม่สามารถทำอย่างนั้นได้ เพราะงานภาระที่มีมากขึ้น ปัจจุบันจึงมีการจัดอบรมการใช้เทคโนโลยีเกิดขึ้นซึ่งเป็นผลดีมาก แต่ครูในประเทศก็มีมากเช่นกันทำให้เสียงบประมาณเป็นอย่างมาก ต่อมาก็จะเป็นคำว่า การเรียนรู้ตลอดชีวิต  หากดิฉันไม่อ่านบทความนี้ก็ไม่สามารถรู้ได้เลยว่าคำว่า การเรียนรู้ตลอดชีวิต หมายถึงอะไร ดิฉันอ่านหัวข้อแล้วก็นึกสงสัย คนเราจะเรียนรู้ตลอดชีวิตเลยหรือ แค่เรียนจบปริญญาเอกก็ถือว่าดีแล้ว แต่เมื่ออ่านบทความถึงรู้ว่า คำว่า การเรียนรู้ตลอดชีวิต คือการที่เรารู้จักใช้เทคโนโลยีมาปรับใช้กับการเรียน เราอยู่ที่ไหนก็สามารถเรียนรู้ได้ทั้งนั้น หากเราใช้เทคโนโลยีเป็น ยกตัวอย่าง ดิฉันเคยมีข้อสงสัยในเรื่องของการเรียนต่อในระดับอุดมศึกษา หากเป็นสมัยก่อนเราทำได้แค่ถามจากผู้อื่น หรือเสี่ยงดู เพราะจะหาข้อมูลได้จากที่ไหน แค่ในหนังสือไม่เพียงพอแน่นอน จึงถือได้ว่าเทคโนโลยีมีผลกับคนยุคปัจจุบันเป็นอย่างมาก  จึงเป็นการดีที่ครูจะเป็นผู้สอนให้เด็กรู้จักใช้เทคโนโลยีในทางที่ถูกและมีประโยชน์ โต้แย้งไม่ได้เลยว่าเด็กในปัจจุบันมีความรู้เกี่ยวกับเทคโนโลยีเป็นอย่างมาก แต่จะมีเด็กสักกี่คนที่รู้ว่าจะใช้เทคโนโลยีให้เกิดประโยชน์ได้อย่างไรในเรื่องต่อไปที่ดิฉันสนใจก็คงจะเป็นเรื่องของ ความเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วจากบทความบอกว่าสิ่งที่ครูสอนเด็กไม่สามารถใช้ในโลกอนาคตได้  เนื่องจากจะมีอาชีพใหม่ๆเกิดขึ้น ในข้อนี้ดิฉันก็คิดว่าใช่ แต่ไม่สามารถเดาได้เหมือนกันว่าจะเป็นอาชีพใด อาจเป็นอาชีพใดอาชีพหนึ่งที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีแน่นอน หากอนาคตเราจะสร้างบ้านหลังหนึ่ง ที่ไม่ได้มีแค่ประตูแสกนลายนิ้วมือ แต่จะมีหน้าต่างที่เปิดอัตโนมัติเมื่อถึงเวลาเช้า ปิดเมื่อถึงเวลาค่ำ หากเราจะเป็นช่างซ่อมเราก็ต้องเป็นช่างซ่อมที่เก่งเรื่องเทคโนโลยีด้วย ไม่งั้นก็คงทำอะไรไม่ได้เช่นกัน
         จากการอ่านบทความเรื่องนี้ดิฉันคิดว่าจุดประสงค์ก็เพื่อให้คนที่จะเป็นครูในอนาคตหรือครูในปัจจุบันได้ตระหนักถึงสิ่งที่จะเกิดขึ้นต่อไปเพื่อให้ปรับตัวเข้าใจและแก้ไขได้ ยังมีเรื่องของการเรียนรู้ตลอดชีวิต ดิฉันคิดว่าจุดประสงค์หลักๆของบทความนี้ก็คือเรื่องนี้นั่นเองค่ะ จากการอ่านทำให้ฉันตระหนักและเข้าใจคำว่าการเรียนรู้ตลอดชีวิตอย่างลึกซึ้งค่ะ
        


                                               การเรียนรู้ตลอดชีวิต ในความคิดของคุณคืออะไร 

บทความนี้ ↠↠↠ มาแสดงความคิดเห็นกันนะคะ
🏫🏫🚍🚍🚌










วันพฤหัสบดีที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2562

การเปลี่ยนแปลงครั้งใหม่

       การเปลี่ยนแปลงครั้งใหม่ 自己改变


     ดิฉันชื่อ อุษณีย์ คงเสือ ชื่อเล่น แนน ตอนนี้เป็นนักศึกษาคณะครุศาสตร์ สาขาภาษาจีน ปี 1 ค่ะ 
ดิฉันพื้นเพเป็นเด็กต่างจังหวัดที่อยู่ในภาคใต้ค่ะ  ตอนมัธยมปลายเรียน ศิลป์อังกฤษ-จีน เนื่องจากเป็นคนที่สนใจในภาษาต่างๆ ตอนมัธยมต้นก็สนใจในภาษาอังกฤษ พอมัธยมปลายก็ได้เข้ามาเรียน โรงเรียนแห่งหนึ่ง ในด้านภาษาจีนก็เริ่มชอบภาษาจีนมากขึ้นเรื่อยๆ  โดยส่วนตัวเป็นคนที่ชอบดูซีรี่ย์จีนอยู่แล้ว ก่อนขึ้นมหาลัยก็คิดไว้เลยว่า ตัวดิฉันต้องเรียนจีนสิ มันตอบโจทย์ในชีวิตที่สุดแล้ว ตัวดิฉันต้องเรียนอักษรจีน มนุษย์จีนบลาๆ  แต่!! ตอนที่ดิฉันอยู่มัธยมปลายชั้นปีที่ 5 พ่อแม่บอกกับฉันว่า ตอนจบไปเรียนให้เรียน ครูอังกฤษน่ะ ฉันค้านมาตลอดๆ เพราะความฝันของตัวเราคือ ต้องเที่ยวรอบโลก ต้องได้ใช้ชีวิตให้คุ้ม ไม่ได้อยากเป็นครู ครูอังกฤษด้วย ภาษาอังกฤษก็ไม่ได้ ดิฉันค้านมา2 ปี พ่อแม่ก็ไม่ยอม สุดท้ายดิฉันตัดสินใจทำข้อตกลง ดิฉันจะยอมเรียนครู แต่ขอเป็นครูจีน สรุปสุดท้ายพ่อแม่ก็ยอมตกลง ให้ฉันได้เรียนจีนที่ฉันชอบ และครูที่พวกท่านให้เรียน  แล้วจบม. 6 ก็ตัดสินใจเลย หามนุษย์จีนไว้เลย ถ้าได้ยังไงพ่อแม่ก็ไม่บังคับเรา สุดท้ายก็ไม่ได้ ดิฉันก็เครียดพ่อแม่ก็เครียด  อยู่มาวันนึง ครูจีนที่เคยสอนเราก็ทักมา บอกว่า มหาลัยราชภักวไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชูปถัมภ์สิ มีครูจีนด้วยน่ะ ลองสมัครดู ดิฉันก็คิดสักพัก โอเคร สมัครลองสักตั้งถ้าได้ฉันจะเรียน ผลประกาศออกมาคือ ดิฉันติดที่นี่ จุดเปลี่ยนเริ่มต้นขึ้น  ดิฉันเริ่มมาเรียน ปรับสภาพตัวเองใหม่ ต้องมาเจอสภาพแวดล้อม คนใหม่ๆ เราก็เริ่มเรียนไปเรื่อยๆ ทำไมเหนื่อย เหนื่อยมาก เหมือนจะไม่ไหว ต้องมาแต่งตัวเรียบร้อยมาก จากความฝันที่ขึ้นมหาลัยแล้วต้องได้แต่งหน้า ทำสีผม ปล่อยผมแต่งตัวชุดนักศึกษาตามสไตล์เรา แต่ความเป็นจริงมันไม่ใช่เลย เราก็อดทน วันแรกก็โทรหาแม่ บอกว่าเหนื่อย เหนื่อย แต่เราก็ต้องอดทน พอเรียนไปเราก็เจออะไรดีๆที่นี่น่ะ ได้เจอรุ่นพี่ ได้เจอเพื่อน ได้เจออาจารย์ ได้ทำกิจกรรมร่วมกัน ได้โชว์ความสามารถของเรา และสุดท้ายก็เข้าใจว่า ทำไมเราต้องแต่งตัวแบบนี้ ทำไมต้องเรียนหนักแบบนี้ แบบที่ไม่เหมือนสมัยเราอยู่มัธยม เพราะ เราจะไปเป็นคนที่สอนคนในอนาคตน่ะสิ เราถึงต้องพร้อมเพื่อที่จะทำหน้าที่ของเราในอนาคตให้ดีที่สุด  
                
                                มิตรภาพของเรา




เรื่องจริง 20 ข้อจากปาก <Nan> 
                                                                            

วันอังคารที่ 22 มกราคม พ.ศ. 2562

นางสาว อุษณีย์ คงเสือ งานชิ้นที่ 1




วิเคราะห์เกี่ยวกับเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อสนับสนุนการเรียนรู้สู่การเปลี่ยนแปลง



Related image


        

     ความคิดเกี่ยวกับเรื่องของเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อสนับสนุนการเรียนรู้สู่การเปลี่ยนแปลงในความคิดของตัวดิฉันเองดิฉันคิดว่าการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศไปสู่การเปลี่ยนแปลงนั้นเราควรจะเริ่มต้นจากการเข้าใจเทคโนโลยีเสียก่อนว่า  มันคืออะไร  ถึงจะนำมาเพื่อพัฒนาการเรียนรู้ได้ต่อไปในปัจจุบันยุคสมัยเปลี่ยนแปลงไปอย่างมากเทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทในการใช้ชีวิตประจำวันของทุกคนตั้งแต่ตื่นนอนจนนอนหลับ ซึ่งเมื่อตัวดิฉันได้อ่านบทความนี้ก็เข้าใจความหมายของเทคโนโลยีและประโยชน์ได้ดีกว่าเดิมคำว่า เทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อสนับสนุนการเรียนรู้สู่การเปลี่ยนแปลงจากการที่ดิฉันได้อ่านบทความนี้ ก็จะเริ่มต้นด้วยบทความที่เกี่ยวกับความสำคัญของเทคโนโลยีกับการเปลี่ยนแปลงการเรียนการสอนจากที่อ่านมา   ดิฉันคิดว่าควรเป็นไปตามบทความก็คือผู้สอนควรปรับการเรียนการสอนให้เหมาะสมกับผู้เรียนเช่นโรงเรียนมัธยมของตัวดิฉันเองก็ควรปรับเปลี่ยนให้ทันสมัยมากกว่าเดิม  ให้เด็กตามทันเทคโนโลยียกตัวอย่าง  เช่น อาจารย์ส่วนน้อยมากที่จะให้เด็กฝึกทำ power point จากที่ดิฉันเรียนมาดิฉันได้ทำแค่ครั้งเดียว คือตอน มัธยมชั้นปีที่  6  ซึ่งทำให้มีปัญหาเมื่อดิฉันเรียนในระดับต่อไป บางครั้งผู้สอนเองก็ไม่เข้าใจเทคโนโลยีดีพอ  อีกเรื่องที่ดิฉันคิดตรงกันกับบทความที่ว่าเทคโนโลยีคือตัวที่จะเผยแพร่ความรู้สิ่งต่างๆได้ดีติดต่อกันได้รวดเร็วมากขึ้น  เช่นผลประโยชน์จากเทคโนโลยีจากมือถือโทรทัศน์ซึ่งที่เห็นได้ชัดมากโดยเมื่อไม่นานมานี้ ก็มีข่าวพายุที่ชื่อว่า ปาบึกจะเข้าที่ภาคใต้ซึ่งบ้านดิฉันเองอยู่ที่ภาคใต้ จังหวัดนครศรีธรรมราช อำเภอปากพนัง เทคโนโลยีช่วยอะไรล่ะครอบครัวดิฉันรู้ข่าวสารจากโทรทัศน์ โทรศัพท์มือถือซึ่งทำให้ครอบครัวของดิฉันเตรียมตัวรับมือจึงไม่ได้รับความเสียหายใดๆมากมาย
    


Image result for ภาพยุคดิจิทัล


      
    ดิฉันจึงเห็นด้วยมากในเรื่องนี้ว่าเทคโนโลยีสำคัญมาก ในเรื่องต่อไปที่ดิฉันจะแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับทฤษฏีของเมสิโรว์เนื่องจากอ่านแล้วชอบมากซึ่งดิฉันคิดว่าสามารถนำไปช่วยในการพัฒนาไปสู่ขั้นตอนการเรียนรู้เพื่อเปลี่ยนแปลงของคนในปัจจุบันรวมถึงตัวดิฉันเองด้วย โดยว่าด้วยเรื่องที่เป็นขั้นตอนของการเรียนรู้ทำไมถึงชอบ เพราะตรงโดยข้อแรกจะเริ่มที่ปัญหาที่จะเกิดขึ้นโดยที่เราไม่ได้คาดหวังให้มันเป็นอย่างนั้นข้อต่อไปเราจึงต้องมาพิจารณาหรือตรวจสอบตัวเองต่อไปเราต้องคิดถึงสมมติฐานที่เราคิดมาตั้งแต่แรกให้รอบคอบดิฉันคิดว่าสิ่งที่สำคัญที่สุดในขั้นตอนการเรียนรู้เพื่อเปลี่ยนแปลงนี้คือการยอมรับการเปลี่ยนแปลงให้ได้ เพราะถ้าหากเรายึดติดกับความคิดเดิมที่ไม่ได้ดีอะไรเลยก็ไม่มีประโยชน์ ต่อไปเราก็จะต้องมองหาแนวทางใหม่ และ ทำใหม่ต่อไปโดยหาความรู้ให้พร้อมและเริ่มทดลองสิ่งสำคัญต่อมาคือเราต้องสร้างความสามารถและความมั่นใจให้กับการกระทำใหม่ของเราขั้นสุดท้ายก็จะเป็นการหลอมรวมแนวคิดของเราเข้ากับวิถีชีวิตของเราโดยสิ่งที่ได้ออกมาก็จะเป็นแนวคิดของเราที่แท้จริง ดิฉันเห็นว่าทฤษฎีนี้ของเมสิโรว์สามารถนำมาใช้ในชีวิตได้เป็นอย่างดีจึงยกขึ้นมาแสดงความคิดเห็นในส่วนของเรื่องอื่นๆดิฉันไม่ได้มีการแสดงความคิดเห็นใดๆเป็นพิเศษแต่ก็เห็นด้วยกับคำบรรยายในบทความนี้ดิฉันคิดเห็นว่าดีถ้าหากคนอื่นได้อ่านก็จะเข้าใจถึงเทคโนโลยีมากขึ้นสุดท้ายนี้ดิฉันก็คิดว่าบทความนี้เป็นบทความที่ดีมีความหมายบอกถึงประโยชน์ต่างๆของเทคโนโลยีในปัจจุบันซึ่งจากที่ดิฉันได้อ่านและทำความเข้าใจแล้วทำให้เข้าใจมากขึ้นและสามารถนำไปอ้างอิงกับการใช้ชีวิตในปัจจุบันได้อีกด้วยค่ะ



ราชวงศ์ที่สำคัญของประเทศจีน

บทที่ 10  ราชวงศ์ที่สำคัญของประเทศจีน ประวัติศาสตร์จีน              จีนเป็นประเทศที่มีความเป็นมายาวนานกว่าห้าพันปี ตลอดช่วงเวลา...